๑. สถานะเดิม

       พระวังคีสเถระ นามเดิม วังคีสะ เพราะเกิดในวังคชนบท และเพราะเป็นใหญ่ในถ้อยคำ
       บิดาเป็นพราหมณ์ ไม่ปรากฏนาม
       มารดาเป็นปริพาชิกา ไม่ปรากฏนาม ทั้ง ๒ เป็นคนวรรณะพราหมณ์
       เกิดที่วังคชนบท เมืองสาวัตถี

๒. ชีวิตก่อนบวช

       วังคีสมานพครั้นเจริญวัยสมควรจะได้รับการศึกษาเล่าเรียน จึงเรียนลัทธิพราหมณ์จบไตรเพท เขาเป็นที่รักของอาจารย์ จึงได้เรียนมนต์พิเศษโดยใช้เล็บดีดกะโหลกศีรษะของผู้ที่ตายภายในเวลา ๓ ปี แล้วสามารถรู้ได้ว่า ไปเกิดที่ไหน พราหมณ์ทั้งหลายเห็นอุบายจะหาทรัพย์ได้ จึงพาเขาไปยังสถานที่ต่าง ๆ ดีดกะโหลกศีรษะของผู้ที่ตายแล้ว ให้กะโหลกนั้นบอกแก่ญาติของตนว่าไปเกิดที่ไหน พวกเขาได้ลาภเป็นอันมาก

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       วันหนึ่งเขาได้สดับพระคุณของพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสอยากจะไปเฝ้า พราหมณ์ทั้งหลายคัดค้านเขา กลัวจะเปลี่ยนใจไปนับถือพระศาสดา แต่เขาไม่เชื่อพราหมณ์เหล่านั้น ไปเฝ้าพระศาสดาที่พระเชตวัน ทรงทำปฏิสันถารอย่างดี ตรัสถามถึงความสามารถของเขา ครั้นทรงทราบแล้ว จึงทรงนำเอากะโหลกศีรษะคนตายมา ๔ กะโหลก ให้วังคีสะดีดดู เขาดีดกะโหลกที่ ๑ บอกว่าไปเกิดในนรก ที่ ๒ บอกว่าไปเกิดเป็นมนุษย์ ที่ ๓ บอกว่าไปเกิดเป็นเทวดา ทรงประทานสาธุการแก่เขา พอดีดกะโหลกที่ ๔ ซึ่งเป็นของพระอรหันต์ เขาไม่ทราบว่าไปเกิดที่ไหน นั่งเหงื่อไหล พระศาสดาตรัสถามว่า เธอลำบากใจหรือวังคีสะ เธอยอมรับว่าพระพุทธเจ้าข้า แล้วทูลถามว่าพระองค์ทรงทราบมนต์นี้หรือ ตรัสว่าทราบ เขาจึงขอเรียน แต่ทรงปฏิเสธว่าสอนให้ไม่ได้ จะสอนได้เฉพาะแก่คนที่มีเพศเหมือนเราเท่านั้น เขาจึงทูลขอบวชกับพระศาสดา ตรัสให้พระนิโครธกัปปเถระเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้

๔. การบรรลุธรรม

       วังคีสะ ครั้นบวชแล้ว ทรงบอกกรรมฐานคือ อาการ ๓๒ และวิปัสสนากรรมฐานแล้ว เมื่อท่านกำลังสาธยายอาการ ๓๒ และเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ พวกพราหมณ์เข้าไปถามว่า เรียนมนต์ของพระโคดมจบหรือยัง ท่านตอบว่าจบแล้ว พวกพราหมณ์พูดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปได้แล้ว ท่านตอบว่า อาตมาไม่ไปแล้ว พวกพราหมณ์ไม่สามารถจะทำอย่างไรได้จึงไปตามกรรมของตน พระวังคีสะเจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผล จบกิจบรรพชิตของตน

๕. งานประกาศพระศาสนา

       พระวังคีสเถระ แม้จะไม่มีบันทึกการประกาศพระพุทธศาสนาของท่านไว้ในตำนาน แต่ความสามารถของท่านก่อนบวช และหลังจากบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ก็น่าจะเป็นหลักประกันได้ว่า ได้นำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่คนผู้ที่ยังไม่ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสยิ่งขึ้นแก่คนที่ศรัทธาเลื่อมใสอยู่แล้ว

๖. เอตทัคคะ

       พระวังคีสเถระ เป็นผู้มีปฏิภาณสามารถกล่าวเป็นคำประพันธ์ (ฉันท์) สรรเสริญคุณพระศาสดา เวลาท่านเข้าไปเฝ้าได้ทุกครั้ง พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มีปฏิภาณ

๗. บุญญาธิการ

       แม้พระวังคีสเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญกุศลมานานในกาลแห่งพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ในสมัยพระปทุมุตตรศาสดา ขณะกำลังฟังธรรม ได้เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ มีฉันทะมั่นในใจอยากจะได้ตำแหน่งนั้น จึงได้บำเพ็ญกุศลอันพระทศพลทรงพยากรณ์ว่า จะได้ในกาลแห่งพระศาสดาพระนามว่าโคดม ในที่สุดก็ได้สมปรารถนาทุกประการ

๘. ธรรมวาทะ

       พระพุทธเจ้าทรงแกล้วกล้าเป็นอย่างดีในฐานะ ๔ คือ
             ๑. ในธรรมอันมีอันตราย
             ๒. ในธรรมเครื่องนำออกจากวัฏฏะ
             ๓. ในความเป็นพระพุทธเจ้า
             ๔. ในการทำอาสวะให้สิ้นไป

       วาจาที่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน วาจาที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นควรพูดวาจาเช่นนั้น เพราะวาจานั้นเป็นวาจาสุภาษิต พระพุทธเจ้าตรัสวาจาอันเกษมเพื่อบรรลุพระนิพพาน วาจานั้นแหละเป็นวาจาสูงที่สุดแห่งวาจาทั้งหลาย เพราะทำให้สิ้นทุกข์

๙. นิพพาน

       พระวังคีสเถระ ครั้นถึงที่สุดประโยชน์ส่วนตนคือบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้ช่วย พระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนาตลอดเวลาอายุของท่าน แล้วได้นิพพานดับไปตามสัจธรรมของชีวิต

previous arrow
next arrow
Slider